เสียงเจี๊ยวจ๊าวของนักศึกษาในห้องเรียนเล็ดลอดเข้ามาจนได้ยินเป็นระยะๆ ลิสท์เพลงในโทรศัพท์ถูกเล่นไปเรื่อยๆจนถึงเพลงหนึ่งที่ผมชอบฟัง kimi no toriko เพลงสำหรับคนคลั่งรักอย่างผมมันเหมาะที่สุด ยืดแขนจนสุดไปด้านหน้าพลางยืดขาที่อยู่ใต้โต๊ะเรียนเพื่อคลายความเมื่อยหลังจากนั่งแช่มากว่าสามชั่วโมงในที่สุดเวลานี้ก็ได้เวลากลับบ้านเสีย
“บิล อาทิตย์หน้าอย่าลืมส่งรายงานนะ”
ผมหันมองหัวหน้าห้องพลางเลิกคิ้วด้วยความงง รายงานหรอ รายงานอะไรอ่ะไม่เห็นรู้เรื่องเรื่อง
“รายงานอะไรหรอ”
“เอ้า ก็รายงานดูงานไง จำไม่ได้หรอ”
ผมขมวดคิ้วนึกย้อนเอาตรงๆจำไม่ได้เลยว่าเคยมีงานนี้ด้วย เพราะอาทิตย์ที่ผ่านมาในหัวผมมีแต่เรื่องงานค้างกับพี่คลื่นเท่านั้น นึกอยู่ครู่เหมือนจะคับคล้ายว่าจะมีงานนี้ด้วย อ๋าาาาา ผมลืม ตายห่าแล้ว
“ยังไม่ได้ทำเลย”
“อ่าว งั้นก็ทำซะนะ ส่งอาทิตย์หน้าแล้ว”
หัวหน้าห้องตบบ่าผมสองสามทีก่อนจะเดินจากไปทิ้งไว้ให้ผมยืนงงอยู่ที่เดิม
“ไอ้บิลจะกลับมั้ยเนี่ย”
“หา? เออๆ”
ผมหันมองเมลที่ชะเง้อหน้าเข้ามาในห้องอย่างงงๆก่อนจะพยักหน้าแล้วเดินออกมา ผมเอื้อมมือจับแขนเมลพลางเขย่าเล็กน้อย
“มึง เราลืมเลยว่าต้องไปติดต่อดูงานแล้วทำรายงานส่งอ่ะ”
“อ่าว หรอ กูไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
เมลเอ่ยด้วยใบหน้าที่นิ่งเฉย ผมไม่รู้เมลก็ไม่รู้ บันเทิงเกิน ผมยกมือกุมหัวพร้อมกับนั่งยองด้วยความรู้สึกที่อยากจะร้องไห้ ติดต่อก็ยังไม่ติดต่อรายงานก็ยังไม่ได้ทำ สรุปคือผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย ตายห่าแน่ๆ
“ได้ข่าวว่าคาเฟ่หน้าบริษัทพี่คลื่นปิดปรับปรุงชั่วคราวด้วย แบบนี้ก็ไปนั่งแหง่วทำงานที่นั้นไม่ได้แล้ว”
ผมเงยหน้ามองเมลเบ้ปากน้ำตาคลอก่อนจะลุกขึ้นเต็มตัวเขย่าแขนสาวด้วยความไม่เชื่อ
“เลิกเขย่าแขนกู มันคือความจริง”
“ฮืออออออ อุ๊บ”
“หุบปากอีสัส”
ผมดึงมือที่มันเอามาปิดปากผมพลางมองหน้าเมลด้วยความไม่เชื่อ เมลถอนหายใจก่อนจะเอื้อมมือมาดึงแขนผมให้เดินตาม ไม่รู้หรอกว่ามันจะพาไปไหนเพราะตอนนี้สมองผมขาวโพลนไปหมด เดินออกจากมหาลัยตรงไปยังคาเฟ่ที่เคยไปนั่งเล่นประจำ เราหยุดยืนที่ด้านหน้ามีป้ายเบอเริ่มมีตัวอักษรสีดำตัวใหญ่เขียนไว้
‘ปิดปรับปรุงชั่วคราว’
ผมยืนจ้องป้ายนั่นด้วยความว่างเปล่าดวงใจน้อยๆของผมแทบจะสลายไปในทันที สถานที่เดียวที่ผมจะสามารถแอบมองพี่คลื่นตอนช่วงพักเวลาที่เขามาใช้บริการที่นี่ได้ถูกปิดไปแล้ว แล้วแบบนี้ผมจะแอบมองพี่คลื่นยังไงอ่ะ ฮือออออ พูดแล้วก็เศร้า
“เลิกคิดถึงเรื่องนั้นแล้วมาคุยเรื่องงานดีกว่าว่าจะเอาไงต่อ”
“กู คิดไม่ออกอ่ะ คิดอะไรไม่ออกเลย”
ผมพูดแต่สายตายังคงมองป้ายปิดปรับปรุงไม่หาย ตอนนี้จะให้ผมคิดอะไรผมก็คิดไม่ออกแล้ว เหมือนสวรรค์กลั่นแกล้งลบเปอร์เซ็นต์ในการเจอพี่คลื่นหายไปจนเกือบหมดไม่พอยังโยนงานมาเพิ่มอีก
ทำไมชีวิตมันช่างน่าเศร้าเยี่ยงนี้
“บิล มานี่”
“อะไร”
เมลลากแขนผมให้เดินตามละสายตาจากป้ายนั่นไปอย่างอาลัยอาวรณ์ เดินขึ้นสะพานข้ามถนนมายังอีกฝั่งเมลลากผมจนมาถึงหน้าบริษัทของพี่คลื่น ผมรู้สึกว่าเหมือนเมลมันจะทำอะไรบางอย่างจัดการดึงแขนอีกคนกลับเมลมองหน้ผมพลางเลิกคิ้วเชิงถาม
“เมลมึงพากูเข้าบริษัทพี่คลื่นทำไมอ่ะ”
“ก็มาติดต่อเข้าดูงานไง”
“มึงเอาจริงดิ”
“ก็มึงอยากเจอพี่คลื่นนักไม่ใช่ไง ก็นี่ไง ติดต่อดูงานที่นี่มึงก็จะได้เจอพี่คลื่นล่ะ”
ผมมองเมลด้วยความตกใจกับความฉลาดนี้ เออว่ะทำไมผมถึงคิดไม่ถึงเลยวะ แต่ถึงงั้นมันก็เหมือนจะยังมีข้อที่ขัดแย้งกันอยู่บริษัทพี่คลื่นมีพนักงานหลายร้อยคนแต่การที่จะมาเทรนพวกผมในการศึกษาดูงานหมายความว่าก็มีเปอร์เซ็นต์มากที่คนเทรนนั้นจะไม่ใช่พี่คลื่น
“เมล”
“ว่า”
“แล้วถ้าคนเทรนเราไม่ใช่พี่คลื่นแต่เป็นคนอื่น แบบนี้เราก็จะไม่มีโอกาสเจอพี่คลื่นเลยอ่ะดิ”
“ยังไง”
“ก็บริษัทพี่คลื่นตั้งหลายร้อยคนมันก็มีโอกาสที่จะเป็นคนอื่นมากกว่า แล้วอีกอย่างที่นี่ก็ใหญ่ด้วยจะเจอกันก็คงจะยาก”
“ไม่เห็นยากเลย”
คำตอบแบบนี้ผมได้ยินเล่นเอาคิ้วขมวดทำไมเมลมันถึงบอกว่าไม่ยากล่ะ
“ก็ถ้ามันบังเอิญไม่ได้ก็ทำให้บังเอิญซะสิ”
พวกเรายืนเดินมาถึงหน้าประชาสัมพันธ์บอกตามตรงว่ากว่าจะมาถึงนี่ได้เล่นเอาเหนื่อย เพราะด่านแรกก่อนเข้าพวกผมต้องแลกบัตรกับป้อมรปภ. จากนั้นก็ต้องเดินเท้าต่ออีกหลายกิโลเข้าตึกที่ดันอยู่ไกลมากจากทางเข้า ผมยืนรอเมลที่กำลังคุยกับพี่ประชาสัมพันธ์ไม่นานมันก็หันมากวักมือเรียก
“มาเขียนใบ”
เมลยื่นแบบฟอร์มให้ผมใช้เวลาไม่นานในการกรอกระหว่างรอพี่ประชาสัมพันธ์กรอกข้อมูลเรายืนรอ ผมกวาดสายตาสำรวจจะว่าไปนี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่เข้ามาในบริษัทพี่คลื่น ผมมองไปที่ประตูด้านในมีพนักงานหลายคนที่เดินเข้าออกนึกแอบคิดว่าพี่คลื่นจะออกมามั้ยนะ
“อีกสิบนาทีห้าโมงเวลาเลิกพอดี ถ้าพี่คลื่นไม่ทำโอเดี๋ยวก็คงเจอ”
ผมหันมองหน้าเพื่อนด้วยความตกใจแม้จะเพื่อนกันมานานแต่ก็ไม่คิดว่ามันจะอ่านความคิดผมได้
เมลมึงมีพลังวิเศษเรอะ
“กูไม่มีพลังวิเศษแต่หน้ามึงแม่งบอกชัดเลยว่าในหัวคิดอะไรอยู่”
“มันชัดขนาดนั้นเลยหรอ”
“เออ”
ไม่อยากจะเชื่อว่าหน้าผมจะอ่านออกง่ายขนาดนั้นเลยหรอ แต่ก็นะ
เหมือนอย่างเมลว่าไว้ตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงพนักงานต่างเริ่มทยอยกันกลับบ้าน
“อ้าว ไงวันนี้มาส่งขนมหรอ”
พวกเราหันมองบุคคลมาใหม่เมลหันไปสวัสดีอีกคน ชายผมดำสูงราวร้อยแปดสิบต้นๆในชุดเสื้อช็อปกางเกงยีนส์
“หวัดดีค่ะพี่ วันนี้หนูมาติดต่อขอศึกษาดูงานค่ะ”
“อ๋อ แล้วนี่เพื่อนเราหรอ น่ารักนะเนี่ย”
“เอ่อ” ผมหดคอยืนตัวเกร็งเมื่ออีกคนยื่นหน้าเข้ามาใกล้
“พี่ๆ เดี๋ยวก่อนพี่มีเมียแล้วอย่าลืม”
“ฮ่าๆๆๆๆ”
“พี่นี่เพื่อนหนูชื่อบิล บิลนี่พี่ภาคลูกค้าประจำกู”
ผมยกมือไหว้อีกคนอย่างเกร็งๆอีกคนพยักหน้ารับไหว้ตามมารยาท
“พี่ภาคหนูถามหน่อย หนูเรียนสาขาไอทีกันแล้วมาขอศึกษาดูงานอย่างนี้คนที่นะมาเทรนหนูต้องทำงานสายไอทีป่ะ”
“อือ…เอาจริงๆนะมันก็แล้วบริษัทอ่ะ บางทีคนเทรนมันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ทำงานสายนี้ก็ได้ อาจจะเป็นธุรการหรือคนอื่น”
“แล้วที่นี่อ่ะ”
“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ ต้องรอหัวหน้าแจ้งอีกที”
ผมที่ยืนฟังอยู่แอบเม้มปากเล็กน้อย คำตอบจากพี่ภาคเล่นทำหัวใจผมแฟบ แอบเศร้าใจน้อยๆฟังจากคำตอบผมอาจจะไม่ได้เจอพี่คลื่น
“งั้นเดี๋ยวพี่กลับก่อนนะ”
“ค่ะ หวัดดีค่ะพี่”
ผมยกมือไหว้ตามมองคนแก่กว่าเดินจากไป ผมเหลือบมองนาฬิกาเข็มชี้ว่าตอนนี้ห้าโมงกว่าแล้ว คงต้องกลับแล้วสินะ
“ป่ะ กลับกัน”
ผมเดินคอตกตามเพื่อนออกจากตึกจู่ๆเมลก็หยุดเดินกระทันหันจนผมชนอีกคน
“พี่คลื่นหวัดดีค่ะ”
ทันทีที่ได้ยินชื่อคนที่อยากเจอมากที่สุด ผมรีบเงยหน้าหันซ้ายหันขวามองเจ้าชื่อเห็นพี่คลื่นอยู่ที่รถมอเตอร์ไซค์อยู่ไม่ไกลจากที่ยืน
“หวัดดีครับ”
พี่คลื่นหันมาทักทายพร้อมกับส่งยิ้มให้ ผมกำสะพายกระเป๋าแน่นด้วยความดีใจจนมือไม้สั่นไปหมด แต่มันก็ดีต่อใจนะเพราะตอนนี้จากหัวใจเหี่ยวเฉาตอนนี้ฟูฟ่องแล้ว
“มาทำอะไรกันหรอ”
“มาติดต่อขอศึกษาดูงานค่ะ จะเอาไปทำรายงาน”
“อ๋อ แล้วทำไมบิลไปยืนหลังเพื่อนล่ะ”
ผมสะดุ้งทันทีเมื่อได้ยินชื่อของตัวเอง ผมค่อยๆชะเง้อหน้าออกมาจากหลังเมลช้าๆก่อนจะยกมือไหวอีกคน พี่คลื่นยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยทำแอ็คแทคหัวใจผมไม่มากแต่ใจสั่นเกือบ 5.6 ริกเตอร์
“พี่จะกลับแล้วหรอคะ”
“ใช่ครับ พอดีวันนี้พี่จะแวะไปหาเพื่อนที่ร้านบีน่ะ”
“ร้านบีมันอยู่ฝั่งทางขวาหรือป่าวคะ”
“ใช่”
“งั้นหนูฝากบิลติดไปด้วยได้มั้ยคะ เพราะกลัวมันจะขึ้นรถเมล์แล้วหน้าทิ่มเหมือนเมื่อวันก่อน”
ผมหันมองเมลคิ้วขมวดหนัก เดี๋ยวนะ ผมไปล้มหน้าทิ่มบนรถเมล์ตอนไหนวะนั่น
“ได้สิ”
คำตอบพี่คลื่นทำให้ผมตกใจยิ่งกว่า ไม่คิดว่าอีกคนจะตอบตกลง ผมไม่ทันได้ตอบเมลมันก็ดึงแขนผมส่งพี่คลื่นแล้วมันก็เดินหนีผมไป ผมยืนกำสายสะพายแน่นรออีกคนเข็นรถออกจากที่จอด แต่ครั้งนี้พี่คลื่นไม่ได้หยิบหมวกกันน็อกยื่นให้แต่กลับสวมมันให้ผม
“เอ่อคือ”
“เดี๋ยวพี่ใส่ให้”
เนื้อในอกเต้นแรงตุ๊บรัวจนสัมผัสได้ว่าแรงเกือบ 9 ริกเตอร์ ผมเม้มปากแน่นมองเท้าไม่กล้าสบตาอีกคน
“แก้มแดงอีกแล้วนะ เขินบ่อยนะเรา”
“ผมเปล่าเขินนะครับ”
ผมเอ่ยพลางยกมือขึ้นปิดแก้ม พี่คลื่นแกล้งผมอีกแล้ว แต่ไม่เป็นไร แบบนี้ก็สุขใจดี ผมขึ้นซ้อนมอไซค์ค่อยๆเคลื่อนออกตังอย่างช้าๆ ระหว่างทางเราไม่ได้คุยกันเพราะเสียงรถรอบข้างที่ดังทำให้ไม่สามารถได้ยินประโยคสนทนาได้ กว่ายี่สิบนาทีมาถึงที่หมายพี่คลื่นเทียบจอดรถที่หน้าคอนโดผมลงรถก่อนจะยื่นหมวกกันน็อกคืนแต่พี่คลื่นกลับดันมันกลับมาที่ผม
“เก็บไว้เถอะ”
“ทำไมหรอครับ”
“ยังไงเราก็เอาไว้ใช้อยู่ดี”
“เอ๊ะ?”
“พี่ไปก่อนนะ”
ยังไม่ทันที่ผมจะถามเสร็จพี่คลื่นออกรถหนีไปทิ้งให้ผมยืนงงกับคำพูดเมื่อกี้ ผมมองหมวกกันน็อกที่อยู่ในมือหมุนมันสามหกสิบองศาแอบยกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกอดมันเหมือนตุ๊กตา
อะไรก็ไม่รู้ล่ะแต่รู้แค่ว่าวันนี้ผมมีความสุขมากก็พอ
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
อัพเดทถึงตอนที่ 21
Comments