เสียงลมหวีดหวิวกรีดผ่านเวทีกลางลานกว้าง ลมแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนป้ายผ้าที่ใช้ตกแต่งกระพืออย่างรุนแรง
“ลมแรงขึ้นเรื่อย ๆ เลย…” ชเอมขมวดคิ้ว มองท้องฟ้าสีคล้ำที่มืดลงอย่างผิดธรรมชาติ
“ดูนั่นสิ! เหมือนมีพายุหมุนกำลังก่อตัว!” กลุ่มนักเรียนที่มาช่วยงานร้องเสียงสั่น ทุกคนเริ่มถอยห่างออกจากเวที
ฉันเงยหน้าขึ้นแล้วหัวใจแทบหยุดเต้น ฟ้าแลบสีม่วงพาดผ่านท้องฟ้าเป็นเส้นยาว “พายุโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้!? แล้วฟ้าแลบสีม่วงนี่มันอะไรกัน…” น้ำพึมพำเสียงเบา แววตาสะท้อนแสงประหลาดที่แลบวาบ
ทันใดนั้น เสียงฟ้าผ่าดังก้องสนั่นทั่วทั้งลาน แสงสว่างสีม่วงฟาดลงมาบนหลังคาโรงเรียนจนเกิดระเบิดเล็ก ๆ ฝุ่นควันกระจายไปทั่ว
“โว้ะ! เราควรเข้าไปข้างในก่อนนะ!” ฉันตะโกนแข่งกับเสียงลม
“อือ ปลอดภัยไว้ก่อน” กิ๊ฟพยักหน้า แต่แล้วเธอหยุดกึก “เดี๋ยวก่อน เธอเข้าไปก่อนเลย ฉันลืมมือถือไว้ตรงนั้น ต้องไปหยิบก่อน”
“กิ๊ฟ! เร็วเข้าเถอะ พายุมันมาเร็วมากแล้วนะ!”
ฉันพยายามฝืนไม่คิดอะไร แต่ภาพฟ้าแลบสีม่วงนั้นยังคงติดตา พายุสีม่วงงั้นเหรอ…เป็นไปไม่ได้!
ฉันกวาดตามองรอบ ๆ แล้วพลันเห็นบางอย่าง… ร่างของน้ำยังคงยืนอยู่ตรงขอบเวที ไม่ได้ขยับเข้าไปในอาคารเหมือนคนอื่น
“น้ำ! ระวัง!”
แสงสีม่วงแลบลงมาอีกครั้ง ฉันพุ่งตัวเข้าไปคว้าเธอทันที ทั้งคู่ล้มกลิ้งไปบนพื้นในจังหวะเดียวกับที่สายฟ้าฟาดลงใกล้ ๆ
ฉันหอบหายใจแรง “เธอไม่เป็นไรใช่ไหม!?”
น้ำเบิกตากว้าง ก่อนค่อย ๆ หลุบลง “ต-เธอช่วยฉันไว้…”
“เจ็บตรงไหนรึเปล่า?”
“ไม่…ไม่เป็นไร แต่ว่า…ช่วยขยับหน่อยได้ไหม ตอนนี้เธอทับฉันอยู่นะ”
ฉันหน้าแดงเถือก รีบดีดตัวออก “อะ-ขอโทษ! ฉันผิดเอง”
น้ำหลบตาไปอีกทาง แต่เสียงเธอเบาลง “ขอบคุณนะ เมล์”
หัวใจฉันเต้นแรงจนแทบระเบิด ฉัน…ดีใจที่เธอปลอดภัย
เสียงฟ้าผ่าครืนใหญ่ทำให้ฉันสะดุ้ง ฉันหันหากิ๊ฟ แต่กลับเห็นร่างเธออยู่กลางลาน พอดีกับที่แสงฟ้าแลบสีม่วงเส้นใหญ่ฟาดลงมาอย่างจัง
“กิ๊ฟ!!!”
ร่างของเธอล้มลงกับพื้นท่ามกลางเสียงร้องแตกตื่น
“เราต้องรีบเข้าไปข้างในแล้ว!” น้ำคว้ามือฉันแน่น
“ไม่! ฉันต้องไปช่วยกิ๊ฟก่อน!”
“ตั้งสติก่อนเว้ย!” ชเอมตะโกนลั่น ลากแขนฉันไว้ “ตอนนี้ต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ก่อน!”
แต่ไม่ทันใครตัดสินใจ แสงสายฟ้าอีกเส้นก็ฟาดลงมา คราวนี้มันครอบคลุมพื้นที่ที่พวกเรายืนอยู่ทั้งหมด
โลกทั้งใบพลันกลายเป็นสีขาวโพลน ก่อนความมืดจะกลืนกินทุกสิ่ง
ฉันรู้สึกเหมือนกำลังลอย ร่างไร้น้ำหนักหมุนคว้างอยู่กลางอากาศ
“หา…เราลอยขึ้นมาแล้วนี่! นี่มัน…ข้างในพายุทอร์นาโดชัด ๆ!” ฉันร้องด้วยความตกใจ
ร่างของน้ำลอยคว้างอยู่ไม่ไกล ฉันเอื้อมมือออกไป “น้ำ! ยื่นมือมาเร็ว!”
“อีกนิดเดียว…เกือบแล้ว!”
ในที่สุดฉันก็คว้ามือเธอได้ ก่อนดึงเข้ามากอดไว้แน่น “โอเค! จับได้แล้ว กอดไว้ให้แน่นที่สุด!”
น้ำสั่นไปทั้งตัว เธอพึมพำเสียงสั่น “ไม่มีทางที่เราจะรอดจากนี่ได้หรอก…”
“อย่าพูดแบบนั้นสิ! กอดฉันไว้แน่น ๆ เราอาจมีหวังถ้ามันโยนเราลงไปในทะเลสาบสักแห่งก็ได้!”
น้ำหัวเราะแห้ง ๆ “นายคิดบวกเกินไปแล้ว แบบนั้นไม่มีทางหรอก…”
“อย่าเพิ่งคิดถึงความตายเลย ตอนนี้เรายังมีโอกาสรอดอยู่” ฉันพูด ทั้งที่ใจเองก็สั่นระรัวไม่ต่างกัน
น้ำเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเบาแทบไม่เชื่อหู “ก็ได้…ถ้าเรารอดออกไปได้จริง ๆ…ฉันอาจจะยอมคิดเรื่องเป็นแฟนกับเธอก็ได้”
หัวใจฉันแทบระเบิด “จริงดิ!? งั้นตอนนี้ฉันเริ่มเสียดายที่จะตายแล้วนะ!”
น้ำสะบัดหน้าหนี “อย่ามาล้อเล่นน่า เรายังไงก็ตายอยู่ดี ฉันก็พูดไปงั้นแหละ…”
เธอกลัวฟ้าร้อง…ใช่แน่เลย ฉันคิดในใจแน่นิ่ง พลางกอดเธอให้แน่นกว่าเดิม “ไม่เป็นไรหรอก เราจะต้องรอด แม้ถ้าไม่รอด อย่างน้อยเราก็ไม่ได้ตายคนเดียวใช่มั้ย…”
สติฉันเริ่มเลือนราง ก่อนทุกอย่างดับวูบลงอีกครั้ง
เสียงอบอุ่นดังขึ้นท่ามกลางความมืด
“เมล์…ยังไม่นอนอีกเหรอลูก?”
ฉันลืมตา เห็นแม่ยิ้มให้ตรงหน้า ภาพนั้นอบอุ่นจนหัวใจปวดหนึบ
“แม่…?”
แม่ยื่นสร้อยคอเส้นหนึ่งมาให้ “สร้อยเส้นนี้มีค่ากับแม่มาก แม่อยากให้ลูกเก็บมันไว้ มันจะปกป้องลูกแทนแม่”
ฉันรับมันด้วยมือสั่น “หนูจะปกป้องมันด้วยชีวิตเลยค่ะ”
แม่หัวเราะเสียงใส “ดีมาก ผู้พิทักษ์ตัวน้อยของแม่”
ภาพนั้นเลือนหายไปพร้อมกับเสียงเรียกที่ดังขึ้นมาแทน
“เมล์! ตื่นขึ้นมา!”
ฉันสะดุ้งลืมตาอีกครั้ง คราวนี้สิ่งที่เห็นคือใบหน้าของน้ำ เธอเขย่าตัวฉันแรง ๆ
“โอ๊ย…หลังฉัน…ฉันตายแล้วเหรอ? เห็นเธออยู่นี่ด้วย งั้นที่นี่ก็สวรรค์สินะ” ฉันยังพึมพำไม่รู้เรื่อง
น้ำหน้าแดงนิด ๆ ก่อนตะโกน “เงียบไปเลย! นี่ไม่ใช่สวรรค์ซะหน่อย!”
รอบตัวเรามืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นอะไร พื้นที่เหยียบก็ไม่เหมือนพื้นดิน…มันแข็งและเรียบลื่นเหมือนกระจก แต่กลับมีแรงพยุงไม่ให้จม
“นี่มันที่ไหนกันแน่…?” ฉันหันไปถามเสียงสั่น
“ฉันก็ไม่รู้” น้ำกัดริมฝีปาก “แต่มันสมจริงเกินกว่าจะเป็นความฝันแน่ ๆ”
ทันใดนั้น วัตถุเรืองแสงเล็ก ๆ หลายสิบชิ้นลอยวนอยู่รอบตัว ส่องแสงสีฟ้าอ่อนราวกับหิ่งห้อยกลางรัตติกาล
ฉันตาโต “อะไรเนี่ย ของลอย ๆ นั่น…ผีชัด ๆ!”
น้ำกลอกตา “โธ่เอ๊ย นายกลัวจริงดิ? มันไม่ใช่ของอันตรายหรอก ฉันเห็นมันตามนายมาตลอด ถึงหาทางเจอนายได้ก็เพราะมันนี่แหละ”
ฉันหันไปมองก้อนแสงเหล่านั้นอีกครั้ง คราวนี้กลับรู้สึกอุ่นใจอย่างน่าประหลาด
“ก็ดีสิ อย่างน้อยเราก็มีแสงสว่างไว้เดินสำรวจ” ฉันพูดออกมาเบา ๆ
น้ำพยักหน้า “ใช่…เรานั่งเฉย ๆ ไม่ได้ ต้องหาทางออก ไม่แน่ว่าเราอาจติดอยู่ใต้ซากอะไรสักอย่างก็ได้”
ฉันสูดลมหายใจลึก หันไปสบตาเธอแล้วพยักหน้า “งั้นก็ไปกันเถอะ…ฉันจะเดินนำ”
ก้าวแรกที่เหยียบลงบนพื้นกระจกลึกลับนั้น เสียงสะท้อนดังขึ้นราวกับก้าวเดินในความว่างเปล่า…
จบตอนที่ 3
***ดาวน์โหลด NovelToon เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การอ่านที่ดียิ่งขึ้น!***
Comments