เช้าวันหนึ่งในหมู่บ้านเล็ก ๆ เสียงไก่ขันดังขึ้นพร้อมแสงอ่อน ๆ ที่ลอดเข้ามาทางช่องไม้ผุ บ้านครอบครัว “ดำรง” ดูเงียบเหงา แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
โดม เด็กชายวัยสิบปี ลุกจากเสื่อขาด ๆ ดวงตายังบวมแดงจากการนอนหลับไม่สนิทเมื่อคืน เขานั่งกอดเข่าอยู่ตรงมุมบ้าน มือเล็ก ๆ จับลวดเส้นเก่า ๆ บิดเล่นไปมา
> “โดม! มัวนั่งทำอะไร ช่วยแม่หน่อยสิ”
เสียง เดือน พี่สาววัยสิบสองดังมาจากหน้าบ้าน
โดมสะดุ้ง รีบลุกไปช่วยยกตะกร้าผักกับผลไม้ที่เตรียมเอาไปขายตลาด ตะกร้าหนักเกินแรงเด็กสิบปี แต่เขาก็กัดฟันลากไปทีละก้าว
---
โต๊ะไม้กลางบ้านมีกระเป๋าใบใหม่วางอยู่ เดช พี่ชายวัยสิบสี่ กำลังยกขึ้นสะพายด้วยความภูมิใจ หนังสือใหม่กองหนึ่งซุกอยู่ข้างใน เขายิ้มกว้าง ดวงตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความฝัน
แม่ (ดวง) เอ่ยเสียงอ่อนโยนที่ไม่ค่อยใช้กับลูกคนอื่น
“ตั้งใจเรียนนะลูก เดช แม่หวังกับเจ้า”
พ่อ (ดำรง) ที่เพิ่งกลับจากขับแท็กซี่ทั้งคืน ถึงกับยืดตัวหาว แต่ก็ยังหันไปมองลูกชายคนโตด้วยแววตาเอ็นดู
“เรียนให้ดีนะ พ่อจะทำงานเพิ่ม หาเงินให้”
โดมยืนกอดตะกร้าไว้เงียบ ๆ มองภาพนั้นโดยไม่พูดอะไร เสียงหัวใจเต้นแรง แต่ไม่ใช่เพราะดีใจ หากเป็นเพราะรู้แล้วว่าโอกาสพิเศษแบบนั้นไม่ใช่ของตน
---
ที่อีกมุมหนึ่ง เดือน ผูกผ้ากันเปื้อน หอบลังโฟมใส่น้ำแข็งใส่ไก่สด
“แม่… หนูอยากไปโรงเรียนเหมือนกันนะ” เธอพูดเสียงเบา แต่สายตาแข็งกร้าว
แม่ชะงักไปนิด แต่ตอบทันที “ไม่มีเงินจะส่งทุกคนหรอกลูก เอ็งช่วยแม่ขายของดีกว่า อย่างน้อยก็มีประโยชน์”
เดือนกัดฟัน ยกของหนักจนไหล่แทบล้า “ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ” เธอหันไปมองโดมด้วยแววตาเหนื่อย ๆ “เห็นไหมโดม เราก็ไม่ได้เรียนเหมือนกัน ช่วยกันทำงานไปเถอะ”
โดมไม่ตอบ เพียงแต่ก้มหน้า เสียงภายในใจดังขึ้น
“แล้วเราล่ะ? ทำไมถึงไม่มีสิทธิ์?”
---
เสียงเด็กหัวเราะดังมาจากถนนหน้าบ้าน เด็ก ๆ แต่งชุดนักเรียนสะพายกระเป๋า เดินเป็นกลุ่มไปโรงเรียน บางคนร้องเพลง บางคนหัวเราะคิกคัก เสียงกระดิ่งโรงเรียนดังแว่วเข้ามาเหมือนจะตอกย้ำ
ดาว น้องสาววัยสี่ขวบ กระโดดโลดเต้นใส่ชุดนักเรียนอนุบาลใหม่เอี่ยม แม่จูงมือเดินออกจากบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ดีจริงนะ ที่รัฐบาลเขาบังคับให้เด็กต้องเข้าเรียน ดาวเลยได้เรียนฟรี” แม่พูดกับเพื่อนบ้านข้าง ๆ อย่างภูมิใจ
โดมยืนมองภาพนั้น รู้สึกเหมือนโลกกำลังเยาะเย้ยตนเอง เขาอายุสิบปีแล้ว แต่กลับไม่มีแม้แต่สมุดเล่มใหม่สักเล่ม ไม่มีที่นั่งในห้องเรียน ไม่มีใครพูดถึงอนาคตของเขาเลย
---
เดือนตะโกนจากรถเข็นตลาด
“รีบมาสิ! อย่าเอ้อระเหย”
โดมวางตะกร้า ก้มลงหยิบเศษลวดที่ตกอยู่ข้างทางขึ้นมาอีกครั้ง มือเล็ก ๆ บิดมันเป็นรูปตัวอะไรสักอย่างคล้ายหุ่นยนต์ เด็กชายไม่รู้ว่าทำไมถึงทำแบบนี้ เขาเพียงแค่รู้ว่า… มันทำให้หัวใจที่หนักอึ้งเบาลงนิดหน่อย
รอบตัวเขามีเสียงตลาดที่เริ่มคึกคัก เสียงรถแท็กซี่ของพ่อแล่นออกไปทำงาน เสียงพี่ชายหัวเราะกับเพื่อนบนรถสองแถว เสียงแม่สั่งให้เดือนยกของต่อ และเสียงเด็กเล็กในสนามอนุบาลร้องเพลงเสียงใส
แต่สำหรับโดม ทุกเสียงเหล่านั้นรวมกันแล้วฟังเหมือนประโยคเดียวกัน
“ที่ของแก… ไม่ใช่ในห้องเรียน”
---
เขานั่งเงียบ ๆ มองเศษลวดในมือ ราวกับมันคือสมุดเล่มแรกในชีวิต แต่ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสนใจ และไม่มีใครคิดว่ามันมีค่า
โลกของเด็กชายสิบปีคนนั้น… จึงเต็มไปด้วยความว่างเปล่า และเสียงสะท้อนที่ไร้คำตอบ
เช้าวันนั้นแดดแรงเร็วกว่าทุกวัน ตลาดสดในหมู่บ้านคลาคล่ำไปด้วยเสียงคน เสียงตะโกนขายของ เสียงหัวเราะ เสียงเด็กวิ่งเล่น
แผงข้าวแกงของ เดือน และ โดม ตั้งอยู่ข้าง ๆ ร้านผลไม้ของ ป้าบุญมี หญิงวัยกลางคนผู้ใจดี แต่ชอบบ่นเสียงดังเป็นนิสัย
“ร้อนจริงโว้ย พัดลมนี่ก็ดับ ๆ ติด ๆ อีก” ป้าบุญมีตบพัดลมเก่า ๆ จนมันสั่นกรอบแกรบ ก่อนจะดับสนิทไป
เดือนหัวเราะเบา ๆ “ป้า อย่าไปตีมันสิ ยิ่งตีมันก็ยิ่งพัง”
โดมวางถุงแกงที่เพิ่งยกมา มองพัดลมครู่หนึ่ง “ป้า ให้ผมลองดูได้ไหมครับ”
ป้าบุญมีหันมามองอย่างลังเล “เอ็งเนี่ยนะจะซ่อมได้?”
“ลองดูก่อนครับป้า เสียยังไงก็ไม่แย่ไปกว่านี้หรอก”
โดมคุกเข่านั่งลง เปิดฝาหลังพัดลม มือเล็ก ๆ จับสายไฟที่ชำรุด ขันนอตคลายออกอย่างชำนาญ ทั้งที่ไม่เคยเรียนจากใครเลย เขาใช้ไขควงเก่า ๆ ที่หยิบติดมือมาจากบ้าน บิดสายไฟ เชื่อมต่อใหม่แล้วปัดฝุ่นออก
เสียง “ครืดดดด…” ดังขึ้น พัดลมกลับมาหมุน ใบพัดส่ายซ้ายขวา พ่นลมแรงออกมาเย็นฉ่ำ
“โอโห! เอ็งทำได้จริง ๆ ด้วยโดม!” ป้าบุญมีตาโต ยิ้มกว้างเต็มหน้า
คนที่เดินผ่านตลาดหันมามอง เด็กชายสิบขวบก้มศีรษะเล็กน้อย รู้สึกเขิน
ป้าบุญมีล้วงกระเป๋า หยิบแบงค์ร้อยยับ ๆ ออกมายื่นให้ “นี่ รางวัลที่ช่วยป้า เก็บไว้กินขนมเถอะ”
โดมรีบส่ายหัว “ไม่เป็นไรหรอกครับป้า”
“เอาไปเถอะลูก เงินนี้ป้าให้ด้วยใจ”
โดมรับแบงค์มาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ แล้วรีบเดินไปหาพี่สาว
“พี่เดือน” เขายื่นแบงค์ร้อยให้อย่างจริงจัง “เอาไว้ใช้เถอะ”
เดือนมองน้องชายอย่างตกใจ “โดม… เงินนี่เป็นของเอ็งนะ”
“ผมไม่อยากเก็บหรอกพี่ เอาไปซื้อของเข้าบ้านดีกว่า”
เดือนหัวเราะเบา ๆ แต่แววตาเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่ไม่ค่อยเผยให้ใครเห็น
“นี่เป็นเงินของโดมเองนะ เป็นน้ำพักน้ำแรงของเอ็งเอง เก็บไว้สิ ไม่ต้องยกให้พี่”
“แต่พี่เหนื่อยกว่าผมอีก”
“ไม่เกี่ยวหรอก” เดือนเอื้อมมือผลักเงินกลับไป “วันนี้พี่ภูมิใจเอ็งจริง ๆ นะโดม”
ไม่นานเพื่อนวัยเดียวกับโดม 2–3 คนเดินมาหยุดที่หน้าร้าน
“เฮ้ โดม! ไปเล่นเกมที่ร้านเน็ตกันไหม พวกเรากำลังจะไป”
เสียงหัวเราะสดใสของเพื่อน ๆ ดังขึ้น พร้อมภาพจินตนาการเกมออนไลน์ที่สนุกสนาน
โดมส่ายหน้า “ไม่ไปหรอก”
“อ้าว ทำไมล่ะ? มีเงินแล้วนี่!” เพื่อนหันมามองแบงค์ร้อยในมือเขา
เดือนชะงักไป มองหน้าน้องชายแล้วถาม “โดม… ทำไมไม่ไปล่ะ เด็กวัยเอ็งก็ควรไปสนุกบ้างนะ เดี๋ยวพี่เฝ้าร้านเอง แม่ก็ไม่รู้หรอก เงินนี่เป็นของเอ็ง”
โดมหันมายิ้มเล็ก ๆ ยกแบงค์ร้อยขึ้นในมือ พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเกินวัย
“เงินมันหายากนะพี่ ผมจะเก็บไว้… เผื่อวันข้างหน้าเราต้องใช้มัน”
เดือนเงียบไปครู่หนึ่ง มองหน้าน้องชายเหมือนกำลังเห็นคนที่ไม่ใช่เด็กอีกต่อไป
ป้าบุญมี ที่ยืนฟังอยู่ใกล้ ๆ ถึงกับน้ำตาซึม
“เด็กสมัยนี้หายากจริง ๆ ที่คิดได้แบบนี้…” เธอบ่นพึมพำ แต่เสียงสั่นด้วยความซาบซึ้ง
ตลาดยังคงเต็มไปด้วยเสียง.... เสียงคนขายของ และกลิ่นกับข้าวลอยคลุ้ง แต่ในหัวใจของเดือนและป้าบุญมี วันนั้นกลับอบอุ่นขึ้นเพราะคำพูดของเด็กชายสิบขวบที่ชื่อ โดม
เข้าใจแล้วครับ 🙌
ตอนที่ 3 นี้จะเล่าแบบ “เวลาผ่านไป 6 ปี” → โดมอายุ 16 ปี / เดือนอายุ 18 ปี เน้นที่การทำงานเล็ก ๆ ของโดมในตลาดที่ค่อย ๆ แสดงความเก่งเกินวัย มีบทสนทนาระหว่างพี่น้อง, มีการซ่อนเงินในกระปุกออมสิน, และเหตุการณ์รับจ้างซ่อมของชาวตลาดหลายเจ้า จนได้เงินรวม 850 บาท แล้วพี่สาวตกใจในความสามารถของน้อง
ผมจะเล่าเป็น ฉากละเอียด + บทสนทนาต่อเนื่อง ให้ยาวเกิน 100 บรรทัด
---
เส้นทางพิสูจน์ตัวตน
ตอนที่ 3 : กระปุกเงินที่ไม่มีใครรู้
ตลาดเช้าในหมู่บ้านยังคงเต็มไปด้วยเสียง喧闹 เสียงคนซื้อขายปนกับเสียงไก่ขันที่ยังไม่จางหาย กลิ่นหมูย่าง กลิ่นข้าวแกง กลิ่นผลไม้ปะปนกันไปหมด ทุกเช้า เดือน กับ โดม ต้องมาตั้งร้านขายข้าวแกงเหมือนเคย
เวลาผ่านมา 6 ปีแล้ว — โดม เด็กชายเมื่อก่อน ตอนนี้กลายเป็นหนุ่มวัยสิบหก สูงโปร่งขึ้นเล็กน้อย ผมดำยุ่ง ๆ แต่ใบหน้าเริ่มมีเค้าความจริงจังแบบผู้ใหญ่ เขายังช่วยพี่สาวยกของเหมือนเดิม แต่ตอนนี้มีอีกสิ่งที่เขาเริ่มทำ… คือการรับจ้างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ในตลาด
โดมไม่เคยพูดให้ใครฟัง เขาแค่เก็บเงินใส่กระปุกออมสินเล็ก ๆ ที่บ้าน ใคร ๆ ในบ้านก็ไม่เคยรู้ มีเพียง เดือน เท่านั้นที่บางครั้งเห็นน้องชายหายไปซ่อมของให้ร้านข้าง ๆ
---
เช้านั้น ลุงเติม เจ้าของร้านขายหมูหน้าตาคมเข้มเดินเข้ามาที่ร้านข้าวแกงของเดือน
“ไอ้โดม ๆ มาช่วยลุงหน่อยสิ ทีวีที่ร้านมันใช้ไม่ได้ โปรแกรมมันเป็นภาษาอังกฤษ ลุงอ่านไม่ออกว่ะ”
โดมยกหัวขึ้นจากเขียง ยิ้มบาง ๆ “ได้ครับลุง เดี๋ยวผมไปดูให้”
เดือน ที่ยืนตักแกงอยู่หันมาเบิกตาโต “เอ็งอ่านภาษาอังกฤษออกด้วยเหรอโดม?”
โดมยิ้มมุมปาก “พอได้นะพี่ อ่านไปเดาไป แต่ก็ใช้ได้แหละ”
“เอ็งนี่มันยังไงกันแน่วะ” เดือนส่ายหน้า แต่ในใจกลับรู้สึกตื้นตัน
---
โดมเดินตามลุงเติมไปที่ร้านหมู จับรีโมตเลื่อนเมนูภาษาอังกฤษทีละคำ เขากดปรับจนภาพบนจอทีวีติดขึ้นมา ภาพสีสดใสเสียงดังลั่นร้าน
“โห ไอ้นี่เก่งจริง ๆ วุ้ย!” ลุงเติมหัวเราะลั่น หยิบเงินสองร้อยบาทยัดใส่มือเด็กหนุ่ม “เก็บไว้กินข้าวนะโว้ย”
โดมโค้งศีรษะเล็กน้อย “ขอบคุณครับลุง”
---
ไม่นาน ป้าศรี เจ้าของร้านผักเดินเข้ามาหา
“โดม ๆ มาช่วยป้าหน่อย เครื่องปั๊มน้ำมันไม่ทำงาน น้ำจะไม่พอขายผักแล้วโว้ย”
โดมตามไปที่ร้านผัก ก้มตัวตรวจสายไฟ เปิดปิดสวิตช์ ลองซ่อมไม่นาน เสียงน้ำก็พุ่งดัง “ฉ่า” ไหลออกมาจากก๊อก
“เอ็งนี่มันช่างประจำตลาดแล้วมั้งเนี่ย” ป้าศรีหัวเราะยื่นแบงค์ร้อยให้ “เอาไปกินขนม”
โดมรับเงินมาด้วยความเกรงใจ “ขอบคุณครับป้า”
---
ไม่นาน น้าใบ ร้านขนมหวานก็เดินมา
“โดม ๆ หม้อหุงข้าวที่บ้านน้าเสีย ข้าวไม่สุกเลย เอ็งไปช่วยดูหน่อยได้ไหมลูก”
โดมพยักหน้า เดินไปบ้านน้าใบ เปิดฝาหม้อ ตรวจสายไฟ ขันนอตที่หลวมไปนิดเดียว ไม่นานหม้อหุงข้าวก็ติดไฟอีกครั้ง
“เอ็งนี่มันเก่งจริง ๆ” น้าใบยื่นแบงค์ห้าสิบบาทให้ “น้อยหน่อยนะลูก แต่ก็อยากให้”
โดมยิ้มบาง ๆ “ไม่เป็นไรครับน้า ขอบคุณมากครับ”
---
จนบ่ายแก่ ๆ ป้าแจ๋ว ที่ขายผลไม้ก็มาหา
“โดม ๆ มาช่วยป้าหน่อยได้ไหม แอร์ที่บ้านมันไม่เย็นเลย ช่างไม่มีเวลามาดูให้เลย เอ็งพอทำได้ไหม”
โดมลังเลเล็กน้อย “แอร์มันซ่อมยากนะป้า… แต่ลองดูก็ได้”
ที่บ้านป้าแจ๋ว โดมใช้เวลานานพอสมควร ปีนเก้าอี้เปิดฝาเครื่อง ลองปรับสายไฟ ล้างฟิลเตอร์เช็ดฝุ่นออก เสียงเครื่องแอร์กลับมาเดินอีกครั้ง ลมเย็นพุ่งออกมาเต็มแรง
ป้าแจ๋วยกมือไหว้ด้วยความดีใจ “เก่งจริง ๆ ว่ะไอ้นี่” ก่อนจะยื่นแบงค์ห้าร้อยให้ “นี่ค่าจ้าง เก็บไว้เยอะ ๆ นะ”
โดมรับเงินเงียบ ๆ “ครับป้า ขอบคุณครับ”
---
เมื่อรวมเงินทั้งหมดวันนั้น:
ลุงเติม (ทีวี) \= 200 บาท
ป้าศรี (ปั๊มน้ำ) \= 100 บาท
น้าใบ (หม้อหุงข้าว) \= 50 บาท
ป้าแจ๋ว (แอร์) \= 500 บาท
รวม 850 บาท
โดมเก็บเงินทั้งหมดในกำมือแน่น แล้วเดินกลับไปหาพี่สาว
---
โดม : (ยื่นเงินให้) “พี่เดือน เอาไว้ใช้สิ”
เดือน : (ชะงัก ตาโต) “เฮ้ย! นี่เอ็งไปได้มาจากไหนตั้ง 850 บาท?”
โดม : “ก็รับจ้างซ่อมของนิดหน่อยในตลาดนั่นแหละ”
เดือน : “เอ็ง… ได้มากกว่าคนทำงานทั้งวันบางคนอีกนะ รู้ตัวไหม?”
โดม : (ยิ้มจาง ๆ) “มันก็แค่ซ่อมของเล็ก ๆ น้อย ๆ พี่”
เดือน : (ดันเงินกลับ) “เก็บไว้เองเถอะ โดม เงินนี่มันเป็นยาดเหงื่อแรงกายเอ็ง หาเองกับมือ เก็บไว้สร้างอนาคตของเอ็ง”
โดม : (ส่ายหน้า) “ผมอยากให้พี่นี่แหละ พี่เหนื่อยกว่าผมอีก”
เดือน : (ยิ้มทั้งน้ำตา) “โดม… พี่ไม่เคยภูมิใจเอ็งเท่านี้มาก่อนเลย”
---
ขณะที่ทั้งสองคนคุยกัน เสียง ป้าบุญมี จากร้านผลไม้ที่อยู่ใกล้ ๆ ดังขึ้น
“แม่เจ้าโว้ย เด็กสมัยนี้หายากจริง ๆ ขยันก็ขยัน น้ำใจก็มี แถมคิดเป็นอีกต่างหาก”
เธอส่ายหน้าแล้วยิ้มด้วยความเอ็นดู มองเด็กหนุ่มกับพี่สาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กันเหมือนเห็นเงาของอนาคตที่ไม่ต้องมีใครบอก แต่กำลังค่อย ๆ เติบโตด้วยตัวเอง
ตลาดยังคงวุ่นวายเหมือนเดิม แต่ในหัวใจของ เดือน วันนั้นกลับเต็มไปด้วยความอุ่นใจ — เพราะน้องชายคนที่ใคร ๆ มองว่า “ไม่มีค่า” กำลังแสดงให้เห็นด้วยการกระทำทีละน้อย
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!