เสียงไก่ขันแว่วขึ้นจากหลังบ้าน กลิ่นขนมปังที่แม่อบลอยคลุ้งไปทั่วตรอกแคบ ๆ ระหว่างบ้านตระกูลหลี่กับตระกูลซู บ้านสองหลังนี้อยู่เคียงกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ รั้วไม้สีซีดที่กั้นไว้บาง ๆ เหมือนเป็นเพียงสัญลักษณ์ เพราะคนในบ้านต่างก็ไปมาหาสู่กันประหนึ่งครอบครัวเดียว
เช้าวันนี้เช่นกัน ซูเหรินเจี๋ย เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปี สวมชุดนักเรียนเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน กำลังยืนผูกเนกไทอยู่หน้ากระจกเงา รอยยิ้มเล็ก ๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปากเมื่อได้ยินเสียงโวยวายจากบ้านข้าง ๆ
"แม่! ผมหากระเป๋าไม่เจอ—!"
เสียงตะโกนของ หลี่เจี้ยนหาว ดังลอดหน้าต่างมาจนเหรินเจี๋ยหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ
เขารู้ดีว่าพี่ชายข้างบ้านเป็นคนยังไง ขี้เกียจ ไม่ชอบเตรียมของตั้งแต่คืนก่อน แถมยังมักจะโทษสิ่งรอบตัวเวลาหาของไม่เจอ… แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเอ็นดูอยู่เสมอ
เหรินเจี๋ยสะพายกระเป๋าแล้วเดินออกจากบ้าน รั้วไม้เล็ก ๆ ที่คุ้นเคยถูกผลักออก เขาเจอเจี้ยนหาวที่กำลังวิ่งวุ่นหากระเป๋าอยู่จริง ๆ
"พี่เจี้ยนหาว…หากระเป๋าเหรอครับ?"
"ใช่น่ะสิ! หายไปไหนก็ไม่รู้"
"อยู่บนหลังพี่นั่นแหละครับ"
เจี้ยนหาวชะงัก ก่อนจะหันไปเห็นว่ากระเป๋านักเรียนสะพายอยู่บนหลังตัวเองจริง ๆ เขาหน้าแดงเล็กน้อย แต่กลับทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน
"ฮะ ๆ ๆ กะ…ก็แค่ลองเช็กดูน่ะ ไม่ได้ลืมหรอก"
เหรินเจี๋ยมองแล้วส่ายหน้า ยื่นขวดนมถั่วเหลืองที่ถือมาให้อีกฝ่าย "ดื่มเถอะครับ เดี๋ยวสายอีก"
---
ตลอดเส้นทางไปโรงเรียน ทั้งคู่เดินเคียงกันเสมอเหมือนที่ผ่านมา แต่ปีนี้เป็นปีสุดท้ายของการเรียนมัธยมปลาย หลังจากนี้ต่างก็ต้องแยกกันไปคนละทาง—เจี้ยนหาวตั้งใจจะสอบเข้าคณะศึกษาศาสตร์ เพราะอยากเป็นครูพลศึกษา ส่วนเหรินเจี๋ย มุ่งมั่นจะสอบแพทย์ตามความฝันของครอบครัว
"เฮ้อ…" เจี้ยนหาวถอนหายใจยาว
"ทำไมเหรอครับพี่?"
"คิดแล้วก็เบื่อ ไปมหาลัยต้องแยกจากเจี๋ย ไปเรียนกันคนละที่ เดินไปไหนมาไหนคนเดียวมันคงโคตรเงียบ"
เหรินเจี๋ยชะงัก หัวใจเต้นแรงเพราะไม่คิดว่าพี่ชายจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา เขาพยายามกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม "แต่เราก็ยังอยู่บ้านติดกันนี่ครับ กลับมาก็เจอกันทุกวันเหมือนเดิม"
เจี้ยนหาวหันมามอง สายตาของเขาเจือแววอุ่น ๆ เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะรีบเบือนหน้าไป "ก็ใช่วะ… แต่ก็ไม่เหมือนเดิมอยู่ดี"
---
ช่วงบ่าย หลังเลิกเรียน พวกเขาเดินกลับบ้านตามปกติ ฝนฤดูร้อนโปรยปรายลงมาอย่างกะทันหัน ทำให้ทั้งคู่ต้องวิ่งหลบเข้าไปในซอยข้างตลาดเล็ก ๆ
ฝนกระหน่ำลงมาพร้อมกับเสียงฟ้าร้องกึกก้อง เจี้ยนหาวยืนพิงกำแพง หอบหายใจแรง ๆ แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่าน
เสียงกระซิบดังแว่วขึ้นข้างหู
"อีกเพียงไม่กี่เดือน… เจ้าจะเป็นของข้า…"
เจี้ยนหาวหน้าถอดสี เขาหันขวับไปมองรอบตัว แต่ไม่มีใครอยู่ มีเพียงเหรินเจี๋ยที่กำลังหอบเพราะวิ่งหลบฝนตามมาทัน
"พี่…เป็นอะไรหรือเปล่า? หน้าซีดเชียว" เหรินเจี๋ยถาม พลางก้าวเข้ามาใกล้
ทันใดนั้น เสาไฟที่อยู่เหนือหัวพวกเขาเกิดเสียงดังแปลก ๆ ก่อนจะ หักโค่น ลงมาอย่างรวดเร็ว!
"ระวัง!"
เหรินเจี๋ยพุ่งเข้ากอดลากตัวเจี้ยนหาวออกมาทันเวลา ทั้งคู่ล้มลงไปบนพื้นเปียกฝน ร่างสูงของเจี้ยนหาวทับอยู่บนตัวเหรินเจี๋ย ใบหน้าของทั้งสองใกล้จนสัมผัสลมหายใจร้อนผ่าว
หัวใจของเหรินเจี๋ยเต้นแรงจนแทบทะลุอก
ส่วนเจี้ยนหาวเองก็จ้องดวงตาของอีกฝ่ายนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะรีบผละออก พร้อมบ่นกลบเกลื่อนเสียงสั่น ๆ
"บ้าเอ๊ย…ฝนทำให้เสาไฟผุสินะ… เกือบไปแล้ว"
เหรินเจี๋ยไม่พูดอะไร เพียงยิ้มบาง ๆ ทั้งที่หัวใจยังสั่นไหว เขารู้ดี…ว่าไม่ใช่แค่ "เกือบไป" แต่เหมือนมีบางอย่างจ้องจะเอาชีวิตพี่ชายข้างบ้านจริง ๆ
---
คืนนั้น เจี้ยนหาวนอนพลิกไปพลิกมา ภาพเหตุการณ์ตอนเย็นวนเวียนในหัว ทั้งเสียงกระซิบปริศนา และสัมผัสใกล้ชิดที่ทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างประหลาด
เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจคือ—
ตราบใดที่ ซูเหรินเจี๋ย อยู่ข้าง ๆ อันตรายทุกอย่างเหมือนจะถูกผลักไสออกไป
…เพียงแต่ เขายังไม่ยอมรับความจริงนั้นเท่านั้นเอง
เช้าวันถัดมา ท้องฟ้าโปร่งใสผิดกับบรรยากาศเมื่อคืน แต่ในใจของ หลี่เจี้ยนหาว กลับเต็มไปด้วยความกังวล เขาพยายามบอกตัวเองว่า สิ่งที่ได้ยิน—เสียงกระซิบเย็นยะเยือก—มันเป็นเพียงภาพหลอนจากความเหนื่อยและความเครียด
แต่พอเขาก้าวออกจากประตูบ้าน รั้วไม้เล็ก ๆ ระหว่างบ้านก็เปิดออกพร้อมกับร่างของ ซูเหรินเจี๋ย ที่เดินออกมา ใบหน้าเรียบง่าย อมยิ้มบาง ๆ เหมือนทุกวัน ราวกับเมื่อคืนไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
"พี่เจี้ยนหาว วันนี้ไปด้วยกันไหมครับ?"
"หืม…เออ ไปสิ"
เจี้ยนหาวตอบพลางเบือนหน้าหนีไม่ให้เห็นว่าใจเขายังสั่นไหวจากความใกล้ชิดเมื่อคืน
---
ระหว่างทางไปโรงเรียน มีเหตุการณ์เล็ก ๆ เกิดขึ้นตลอดทาง
จักรยานของเจี้ยนหาวเกือบถูกมอเตอร์ไซค์ชน แต่เหรินเจี๋ยคว้าแขนดึงไว้ทัน
ก้อนอิฐจากตึกที่กำลังก่อสร้างตกลงมาเฉียดหัวเขาไปเพียงคืบ แต่พอเหรินเจี๋ยยืนอยู่ใกล้ มันกลับกระทบพื้นข้าง ๆ แทน
เจี้ยนหาวเริ่มรู้สึกถึง “ความผิดปกติ” ที่ไม่อาจอธิบายได้ ทุกครั้งที่เขาอยู่ใกล้เหรินเจี๋ย เหมือนมีบางอย่างปกป้องไว้ไม่ให้เป็นอะไรไป แต่ยิ่งคิด เขาก็ยิ่งหงุดหงิด
"ทำไมต้องให้นายอยู่ใกล้ตลอดด้วยวะ… เหมือนฉันเป็นเด็กเล็ก ๆ ที่ดูแลตัวเองไม่ได้เลย" เจี้ยนหาวบ่นระหว่างเดินกลับบ้านตอนเย็น
เหรินเจี๋ยหันมายิ้ม "แต่พี่ก็ปลอดภัยนี่ครับ ถ้าไม่มีผม…"
"พอได้แล้ว!" เจี้ยนหาวตัดบทเสียงแข็ง เขาไม่อยากยอมรับความจริงนั้น
---
คืนนั้น…
ฝนโปรยลงมาอีกครั้ง เสียงลมพัดแรงทำให้หน้าต่างห้องนอนของเจี้ยนหาวสั่นกรอบแกรบ เขานอนพลิกไปมาไม่หลับ จนรู้สึกได้ถึง เงาดำ บางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ปลายเตียง
เจี้ยนหาวลืมตาขึ้น ดวงตาเบิกกว้าง—
เงาร่างสูงโปร่ง ผมยาวรุงรัง ยืนมองเขาด้วยดวงตาว่างเปล่าแวววาวแดงก่ำ
"อีกไม่นาน…ยี่สิบปีของเจ้า จะเป็นของข้า…"
เสียงแหลมเล็กแต่ก้องสะท้อนในหัว เขาขยับตัวไม่ได้ ราวกับถูกตรึงอยู่กับที่ หัวใจเต้นแรงจนแทบระเบิด
ทันใดนั้น…
เสียงประตูห้องดัง แกร๊ก!
"พี่เจี้ยนหาว!" เสียงของเหรินเจี๋ยดังขึ้น พร้อมกับที่เงาดำนั้นหายวับไปเหมือนละลายกับอากาศ
เจี้ยนหาวหอบหายใจแรงทั้งตัวสั่น เขามองน้องข้างบ้านที่ยืนอยู่หน้าประตูด้วยสายตาสับสนปนโล่งใจ
"พี่ฝันร้ายเหรอครับ? หน้าซีดมากเลย" เหรินเจี๋ยก้าวเข้ามาใกล้
เจี้ยนหาวไม่ตอบ เพียงยกมือขึ้นกุมขมับ แต่เมื่อเห็นสายตาเป็นห่วงจริงใจของอีกฝ่าย หัวใจเขาก็สั่นวูบอย่างห้ามไม่อยู่
"เจี๋ย…" เสียงของเจี้ยนหาวแผ่วเบา "ถ้านายไม่อยู่ใกล้ฉัน… ฉันคงตายไปแล้วจริง ๆ"
เหรินเจี๋ยชะงัก ก่อนจะนั่งลงข้างเตียง มือเย็น ๆ เอื้อมมากุมมือพี่ชายเบา ๆ
"งั้นก็อย่าไล่ผมอีกนะครับ ผมจะอยู่ข้างพี่ตลอดไป"
---
เช้าวันต่อมา
แม่ของเจี้ยนหาวเรียกทั้งคู่ไปที่ห้องนั่งเล่น เธอถือสมุดเก่าเล่มหนึ่งในมือ สีหน้าจริงจัง
"เจี้ยนหาว เจี๋ย… พวกเธอต้องฟังให้ดีนะ แม่ไม่ได้อยากบังคับ แต่คำทำนายที่หมอดูเคยบอก…มันเริ่มปรากฏชัดแล้ว"
เธอเล่าทุกอย่างอีกครั้ง ทั้งเรื่องดวงชะตาที่จะตายเมื่ออายุยี่สิบปี และเรื่อง “คนคุ้มดวง” ที่จะต้องอยู่ด้วยไปตลอดชีวิต
เจี้ยนหาวหัวเราะเยาะทันที "ยังจะเอามาพูดอีกเหรอแม่ เรื่องงมงายแบบนี้! ไม่มีทางหรอก"
แต่เหรินเจี๋ยนั่งเงียบ สายตาก้มต่ำ ใจเต้นแรงไม่หยุด
แม่ของเจี้ยนหาวมองทั้งคู่แล้วเอ่ยเบา ๆ
"แม่กับพ่อของเจี๋ย…ตัดสินใจแล้ว ถ้าพวกเธอทั้งสองไม่ขัดข้อง… เราจะทำการหมั้นหมายกันอย่างเป็นทางการ"
ห้องนั่งเล่นเงียบกริบ
เจี้ยนหาวเบิกตากว้าง "หา?! ผมยังเด็กนะ จะให้หมั้นอะไรบ้า ๆ แบบนี้ได้ยังไง!"
ส่วนเหรินเจี๋ย…แม้แก้มแดงจัด แต่ในใจกลับมีความสุขเล็ก ๆ แอบแทรกขึ้นมา
---
ค่ำคืนนั้น เจี้ยนหาวยืนอยู่ที่ระเบียงบ้าน มองดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวบนฟ้า เสียงกระซิบแผ่วเบากลับมาอีกครั้ง
"เจ้าหนีไม่พ้นหรอก… ต่อให้มีใครคุ้มครอง ข้าจะเอาเจ้าไป…"
เขากำหมัดแน่น สายตาหันไปมองบ้านข้าง ๆ ที่ไฟห้องของเหรินเจี๋ยยังสว่างอยู่
หัวใจเขาเริ่มสับสนระหว่างความกลัวตาย… และความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อยากยอมรับ
บรรยากาศภายในบ้านตระกูลหลี่เต็มไปด้วยความตึงเครียด โต๊ะไม้กลมถูกจัดวางขนมและชามชามน้ำชา กลิ่นหอมอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่
แม่ของเจี้ยนหาวนั่งตรงข้ามกับพ่อแม่ของเหรินเจี๋ย ทั้งสองฝ่ายมีสีหน้าจริงจัง ราวกับรู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการแต่งงานธรรมดา แต่เป็นการ เดิมพันชีวิต ของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
เจี้ยนหาวยืนกอดอกพิงเสา สีหน้าบึ้งตึง
"นี่มันเรื่องบ้าอะไร ผมยังไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำ จะรีบจับหมั้นไปเพื่ออะไร"
"เจี้ยนหาว!" แม่ขึ้นเสียง "ลูกไม่เห็นหรือ? สิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทุกครั้งที่มีเจี๋ยอยู่ ลูกถึงรอดมาได้!"
เขากัดฟันแน่น ไม่อาจเถียงได้เต็มปาก เพราะในใจเองก็รู้ว่าเป็นความจริง แต่ความดื้อรั้นและความกลัวที่จะถูกบังคับทำให้เขาไม่ยอมรับง่าย ๆ
เหรินเจี๋ยนั่งก้มหน้าอยู่ข้าง ๆ ใบหูแดงจัด มือกำชายเสื้อแน่น เขาไม่กล้าสบตาพี่ชาย แต่ในใจกลับเต้นแรงด้วยความดีใจลึก ๆ ความรู้สึกที่เก็บซ่อนมานานกำลังถูกโชคชะตาผลักดันให้ได้อยู่เคียงข้างพี่ตลอดไป ถึงแม้จะมาในรูปแบบที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อนก็ตาม
---
วันพิธีหมั้นถูกกำหนดขึ้นอย่างรวดเร็ว
บ้านทั้งสองถูกตกแต่งเรียบง่าย มีเพียงญาติสนิทไม่กี่คนมาร่วมงาน พิธีไม่ใหญ่โต แต่กลับเต็มไปด้วยสายตาที่จับจ้อง เจี้ยนหาวถูกบังคับให้นั่งเคียงกับเหรินเจี๋ย เขาเบือนหน้าหนีตลอดเวลา ขณะที่อีกฝ่ายก้มหน้ายิ้มเขิน ๆ
เมื่อผู้ใหญ่จุดธูปไหว้ฟ้าไหว้ดิน เสียงประโยคศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้น
"ตั้งแต่นี้ไป…ดวงชะตาของหลี่เจี้ยนหาวและซูเหรินเจี๋ยจะถูกผูกไว้ด้วยกัน…จนกว่าวาระสุดท้าย"
เจี้ยนหาวกำหมัดแน่น รู้สึกเหมือนโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นกำลังรัดรอบตัว แต่พอเหลือบไปมองรอยยิ้มอาย ๆ ของเจี๋ยที่นั่งข้างกัน หัวใจเขากลับสั่นไหวอย่างประหลาด
---
ค่ำคืนหลังพิธี
เจี้ยนหาวนั่งอยู่บนเตียง หัวเต็มไปด้วยความสับสน เขาอยากโวยวาย อยากปฏิเสธ แต่ภาพเหตุการณ์ทุกครั้งที่เกือบตายก็วนกลับมาในหัว
"ถ้าไม่มีเจี๋ย…ฉันคงไม่รอดจริง ๆ"
ประตูห้องเปิดออกเบา ๆ ร่างสูงโปร่งของเหรินเจี๋ยยืนอยู่ มือถือถาดน้ำขิงเข้ามา
"พี่…ดื่มหน่อยนะครับ อากาศเย็น เดี๋ยวไม่สบาย"
เจี้ยนหาวหันไปมองด้วยแววตาซับซ้อน เขารับถ้วยมาเงียบ ๆ จิบช้า ๆ ความอบอุ่นของน้ำขิงไหลผ่านลำคอ คลายความหนาวเย็นในใจไปชั่วขณะ
เหรินเจี๋ยนั่งลงข้าง ๆ เบาเสียงเอ่ย
"ผมรู้…ว่าพี่ไม่อยากหมั้น ผมไม่โกรธเลยครับ แต่สำหรับผม…แค่ได้อยู่ข้างพี่ มันก็ดีที่สุดแล้ว"
คำพูดเรียบง่ายนั้นกลับทำให้เจี้ยนหาวพูดไม่ออก เขามองน้องข้างบ้านที่คุ้นเคยมาทั้งชีวิต แต่วันนี้กลับรู้สึกว่า…เหรินเจี๋ยเปลี่ยนไป กลายเป็น คนสำคัญ ที่เขาไม่อาจผลักไสได้อีกแล้ว
---
คืนนั้น ขณะที่เหรินเจี๋ยกำลังจะลุกกลับไป เงาดำจากมุมห้องพลันก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ดวงตาสีเลือดจ้องมองเจี้ยนหาวเขม็ง
"แม้จะผูกดวงกัน…แต่ข้าจะเอาเจ้าไป!"
เจี้ยนหาวสะดุ้งเฮือก ถ้วยน้ำเกือบหลุดจากมือ แต่เมื่อเหรินเจี๋ยนั่งข้าง ๆ เงาดำนั้นกลับถอยหายไปอย่างช้า ๆ ราวกับถูกแสงบางอย่างผลักออก
หัวใจเขาเต้นแรง เขารู้แล้ว—
ไม่ใช่เพียงพิธีหมั้นที่ผูกเขากับเหรินเจี๋ยไว้
แต่คือ ชีวิตทั้งชีวิตของเขา ที่ตอนนี้ขึ้นอยู่กับการมีเหรินเจี๋ยอยู่ข้างกาย
เพื่อวิธีการเล่นเพิ่มโปรดดาวน์โหลดMangatoon APP!